พยายามพลดการใช้ไฟฟ้าในโรงงานมาตลอดทั้งเดือน แต่พอบิลค่าไฟมากลับพบว่าวิธีประหยัดนี้ไม่ช่วยอะไรเลย นั่นเพราะผู้บริหารหลายคนเลือกโฟกัสแค่ “หน่วยพลังงานไฟฟ้าที่ใช้” (kWh) มากกว่าค่า Demand หรือ Peak Demand ที่เป็นตัวการแฝงทำให้ค่าไฟโรงงานสูงเกินจริง
แล้ว Peak Demand คืออะไร คำนวณอย่างไร และระบบ Energy Management System อย่าง SmartEE จะเข้ามาช่วยระบบบริหารพลังงานในโรงงานไม่ให้เกินเกณฑ์ได้อย่างไร บทความนี้จะพาไปเจาะลึกให้เห็นกันแบบชัดๆ
Peak Demand คืออะไร? และคำนวณอย่างไรในบิลค่าไฟโรงงาน
Peak Demand หรือค่าความต้องการพลังไฟฟ้า คือค่าใช้จ่ายที่การไฟฟ้าเรียกเก็บจากธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรม โดยคิดจากการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ผลรวมการใช้ไฟทั้งเดือนแบบที่หลายคนเข้าใจ
- การไฟฟ้าจะวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าทุก 15 นาที และบันทึกค่าเฉลี่ยสูงสุดในรอบเดือนไว้เพื่อคิดค่า Demand
- หน่วยที่ใช้คิดคือ “กิโลวัตต์ (kW)” ซึ่งเป็นกำลังไฟฟ้า ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ต่างจาก “กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)” ที่เป็นพลังงานสะสมตลอดเดือนที่เราคุ้นเคย
- ค่า Demand ที่สูงสุดในเดือนนั้น จะถูกเรียกเก็บเพิ่มจากค่าไฟฟ้าปกติ และยังมีผลต่อเนื่องถึงค่าไฟฟ้าขั้นต่ำในรอบ 12 เดือนถัดไปด้วย
- หลักการนี้ใช้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่คิดอัตราตามช่วงเวลาการใช้ (TOU) หรือช่วงเวลาของวัน (TOD)
หลักการคำนวณ
คำนวณด้วยสูตร: ค่า Demand Charge = ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (kW) x อัตราค่า Demand ต่อ kW
ตัวอย่าง: สมมติโรงงานมีเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เปิดพร้อมกันในช่วง 15 นาทีหนึ่ง แล้ววัดค่าเฉลี่ยกำลังไฟฟ้าได้สูงสุด 100 kW ในเดือนนั้น และอยู่ในอัตรากิจการขนาดกลาง (แรงดัน 12-24 กิโลโวลต์ อัตรา TOD) ซึ่ง กฟน. กำหนดค่า Demand ไว้ที่ 285.05 บาทต่อ kW
วิธีคำนวณ: 100 kW x 285.05 บาท = 28,505 บาท
และนี่คือค่า Demand Charge ที่จะถูกเรียกเก็บเพิ่มในบิลเดือนนั้น โดยยังไม่รวมค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ (kWh) เลย และตัวเลข 100 kW นี้จะกลายเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ผูกกับบิลค่าไฟในอีก 12 เดือนถัดไปด้วย
ทำไม Peak Demand ถึงส่งผลให้ค่าไฟโรงงานแพงกว่าที่คิด?
สาเหตุที่ Peak Demand ทำให้ค่าไฟแพง เพราะการไฟฟ้าต้องเตรียมกำลังการผลิตและระบบส่งจ่ายให้รองรับ “จุดสูงสุด” ของการใช้ไฟ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย แม้จุดสูงสุดนั้นจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีต่อเดือนก็ตาม
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ อ้างอิงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลาง (ประเภทที่ 3) จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่คิดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าตามช่วงเวลาของวัน (TOD Tariff) ไว้ที่ประมาณ 285.05 บาทต่อกิโลวัตต์ สำหรับแรงดัน 12-24 กิโลโวลต์ หากโรงงานมี Peak Demand อยู่ที่ 100 กิโลวัตต์ เท่ากับต้องจ่ายค่า Demand Charge เพิ่มถึงเกือบ 28,500 บาทต่อเดือน โดยที่ยังไม่รวมค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้เลย และยิ่งไปกว่านั้น ตามเงื่อนไขค่าไฟฟ้าขั้นต่ำของ กฟน. ค่า Demand สูงสุดที่เคยเกิดขึ้นยังมีผลผูกพันค่าไฟขั้นต่ำ (ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของค่า Demand สูงสุด) ต่อเนื่องไปอีกถึง 12 เดือน
พฤติกรรมการใช้ไฟแบบไหน ที่ทำให้ค่า Demand ในโรงงานพุ่งสูง?
- เปิดเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าหลายตัวพร้อมกันในช่วงเวลาเดียว เช่น สตาร์ทมอเตอร์ขนาดใหญ่พร้อมเปิดเครื่องปรับอากาศทั้งโรงงาน
- ไม่มีการวางแผนลำดับการเดินเครื่องจักร ทำให้โหลดไฟฟ้ากระจุกตัวในบางช่วงเวลา
- ใช้ไฟฟ้าในช่วง On Peak โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งค่าพลังงานและค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงกว่าปกติ
- ไม่มีข้อมูลเรียลไทม์ให้หน้างานรู้ว่ากำลังใกล้แตะเพดาน Demand ที่เคยทำไว้สูงสุด
การติดตามข้อมูลแบบ Real-time ช่วยควบคุม Peak Demand ได้จริงหรือ?
คำตอบคือ “จริง” เพราะการจะควบคุม Peak Demand ได้ ต้องรู้ก่อนว่าขณะนี้โรงงานกำลังใช้พลังไฟฟ้าอยู่ที่เท่าไหร่ เทียบกับเพดานที่เคยทำไว้สูงสุด ระบบติดตามแบบ Real-time จึงเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะช่วยให้ทีมงานเห็นแนวโน้มการใช้ไฟก่อนที่จะถึงจุดพีค ทำให้ตัดสินใจเลื่อนหรือกระจายการเดินเครื่องจักรได้ทันเวลา แทนที่จะรู้ตัวอีกทีตอนบิลค่าไฟมาถึงมือ
ทำไม SmartEE ช่วยแจ้งเตือนก่อน Peak Demand พุ่งสูงได้จริง
SmartEE ระบบบริหารพลังงานจาก TAT ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ด้วยคุณสมบัติดังนี้
- ติดตามค่าความต้องการพลังไฟฟ้าแบบ Real-Time พร้อมแสดงค่าแรงดัน กระแส กำลังไฟฟ้า และ Power Factor ให้เห็นภาพรวมทั้งระบบ
- คำนวณและประมาณการค่า Demand ล่วงหน้าก่อนครบรอบ 15 นาที ทำให้ผู้บริหาร หรือพนักงานมีเวลาตัดสินใจลดโหลดก่อนที่ค่า Demand จะถูกบันทึกเป็นยอดสูงสุด
- จัดทำรายงานวิเคราะห์แนวโน้มการใช้พลังงานย้อนหลัง แยกตามแผนกหรือเครื่องจักร ช่วยให้เห็นพฤติกรรมที่ทำให้เกิด Peak ซ้ำๆ และวางแผนแก้ไขได้ตรงจุด
คุม Peak Demand เพื่อลดค่าไฟโรงงาน ด้วย SmartEE จาก TAT
หลายโรงงานลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดไฟ ปรับพฤติกรรมพนักงาน หรือทำทุกทางเพื่อลดหน่วยการใช้ไฟฟ้า แต่ค่าไฟกลับยังสูงอยู่เหมือนเดิม เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ “ใช้ไฟเยอะแค่ไหน” แต่อยู่ที่ “ใช้ไฟพุ่งสูงพร้อมกันตอนไหน” ซึ่งเป็นเรื่องที่การประหยัดไฟทั่วไปแก้ไม่ได้ ต้องอาศัยการมองเห็นและควบคุมค่า Demand อย่างเป็นระบบ
SmartEE คือคำตอบที่ช่วยให้โรงงานบริหารพลังงานได้อย่างยั่งยืน ทั้งลดค่า Demand Charge ที่ไม่จำเป็น และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับต้นทุนไฟฟ้าที่แท้จริง
หากสนใจ SmartEE โปรแกรมระบบบริหารพลังงานไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ สามารถรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่ช่องทาง อีเมล smartee@tat.co.th หรือ โทร. (+66)62-531-5536 / (+66) 2-910-9728-9